gaeseng

ช่วงนี้มีเรื่องอยากอัีพเยอะมากมาย แต่วุ่นๆเลยไม่ค่อยได้อัพ บางคนอาจสงสัย ทำไมหายไปหลายวัน โดยเฉพาะช่วงก่อนหน้านี้หายไปร่วมสิบวันได้

 

อยากบอกว่า หูอักเสบครับ เพราะแคะหูมากอีกแล้ว(ไอ้เดียร์มันไม่เข็ด) ทำให้ใช้หูไม่ได้ข้างหนึ่งต้อง รักษาตัวพักผ่อน เลยไม่ได้เล่นคอมไปพักใหญ่ๆ

 

พอหายปั๊บ ก็มาทำโปรเจค์รายการออนเว็บกับเพื่อนเลย  เลยเสียเวลาไม่ค่อยได้อัพไปอีก

แต่เอาเป็นว่าตอนนี้หายดีแล้ว  ก็จะมาอัพบล๊อกสม่ำเสมอเหมือนเดิมครับ

 

 

*******

อย่างที่เคย บอกไว้ว่าจะเอารายการออนเว็บมาลง ให้ได้ชมกัน วันนี้ก็ถ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

 

เลยรีบเอามาลงทันที

 

แต่ด้วยข้อจำกัดของยูทูบ แทนที่จะได้เป็น สี่คลิป คลิปละ 10 กว่านาที เลยจำต้องแบ่งเป็นช่วงๆ โดยแต่ละช่วงจะมีสองคลิป รวมเป็นแปดคลิป

 

ซึ่งยาวมากก

 

อย่างว่าทำครั้งแรกครับ  ก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนัก เอาไว้ครั้งหน้าจะทำแค่ ช่วงละไม่เกิน 10 นาทีละกันครับ

ส่วนครั้งหน้าจะทำเรื่องอะไรนั้น ขออุบไว้ก่อนละกันครับ

 

********

 

ช่วงที่ 1 (1/2)  

 

 

 

 

ช่วงที่ 1 (2/2)

 

 

 

 

ช่วงที่ 2 (1/2)

 

 

 

 

 ช่วงที่ 2 (2/2)

 

 

 

 

 *******

เอาไปสองช่วงก่อนนะ เดี๋ยวจะเอามาลงเพิ่มที่หลัง 

ไปละครับ

 

***

แก้ซนานุกรม = แก้เซ็ง + ปทานานุกรม   ; ความหมาย การอธิบายคำศัพท์ ตามฉบับของบล๊อกแก้เซ็ง

***

 

พอดีไปอ่าน บล๊อกน้องกิ๊ก (อินิมันรั่ว อินิมั่นบ้า) เอ็นทรี่ว่าด้วยเรื่องทรงผมของติ่งหูในปัจจุบันขณะ  หลังจากได้คุยเอ็มฯกัน ก็ได้ไอเดียขึ้นมาเลยมาเขียนสักหน่อย

 

         ครั้นเมื่อยามเกรียนแย้ม แรกติ่งบานสะพรั่ง ในยามนั้นอย่าปฎิเสธให้ยากครับว่าจะมีมนุษย์ผู้ใดในวัย 13-15 ปี ไม่เคยคิดอยากแหกกฏโรงเรียน  เชื่อว่าบางคนคิดเรื่องนี้แทบทุกขณะจิต อาจมีถึงขนาด "เอ...วันนี้กูจะทำอะไรให้ฝ่ายปกครองเรียกตัววะ" ด้วยซ้ำไป ในวัยนั้นเข้าใจครับว่า กฏเกณฑ์ต่างๆที่มาห้อมล้อมเราไว้  มันก็เปรียบได้กับกุงเกงลิงผิดไซส์ ที่เราจำต้องใส่อยู่ทุกวัน

 

ต้องทนให้มันรัดมันเค้น โอบะระโห้ กับ จุกกรู้วว เราอย่างหนักหน่วงตลอดมา โดยไม่มีทางขัดขืน

 

แต่ความจริงแล้วถ้าเราทนได้สักพัก เดี๋ยวกุงเกงลิงผิดไซส์มันก็จะค่อยๆยืดเอง แล้วเราก็จะค่อยๆชินกับมันไปเอง แต่จะมีสักที่คนกันเชียว

 

 

ที่ทนได้?

 

 

เมื่อทนไม่ได้ ก็อย่ากระนั้นเลย ประกาศศักดาทำอารยะดื้อด้านมันซะเลย

เกริ่นมาซะยาวแล้วไอ้ " อารยะดื้อด้าน " ที่ว่า  มันคืออะไร?  ครับ มันก็เป็นอาการประเภทเดียวกับการทำหน้ามึน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว หรือหูทวนลมไปวันๆ ถ้าเป็นในเชิงคณิตศาสตร์อาจเรียกได้อีกอย่างว่า อาการแปรผกผัน คือ ถ้าหากไปบอกพวกเขาในวันกีฬาสีว่า  " วันนี้ต้องใส่เสื้อยืดมา ร.ร.นะ "  มันก็จะใส่เสื้อเชิ้ตมา หรือว่า " อย่าดึงถุงเท้ายาวยาวๆนะ ไม่เรียบร้อย " แน่นอนว่ามันก็จะดึงมา เผลอๆเอาถุงน่องแม่ใส่มาโรงเรียนก็มี  เป็นอาการแปรผกผันกับความเป็นปกติ

 

 

ดังนั้นพวกอารยะดื้อด้าน จึงถือเป็นพวก คนไม่ปรกติแบบหนึ่ง

 

 

แต่เป็นไม่นานหรอกครับ ผมเองก็มีบ้างที่เคยเป็น อาการแบบนี้มักเกิดในช่วงวัยที่ผมบอกไว้ข้างต้น คือ ช่วงเกรียนสุกงอม ราว 10 กว่าขวบขึ้นไปไม่เกิน 19

ซึ่งอันที่จริง ควรเปลี่ยนเป็น ไม่ควรเกิน 19 ขวบเสียมากกว่า  เพราะถ้าเกิดไม่หายตามวัยอันควร จะกลายพันธุ์เป็น ผู้ใหญ่สมองควาย และจะเป็นอาการนี้ไม่หาย จนกว่าจะได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงนู่นละ 

 

 

ตัวอย่างอาการเบื้องต้นอย่างง่ายๆ

 

ณ  ร.ร.เกรียนศึกษาคาทอลิกสุดชีวิต

  นร.ทุกคนจงฟังขอให้ทุกคนพร้อมใจแต่งกายให้สุภาพ เพื่อต้อนรับคณะอาจารย์จาก ร.ร.โยเซฟการช่าง ที่จะมาแลกเปลี่ยนดูงานในวันพรุ่งนี้ นร.ชายใส่เสื้อในกางเกง ใส่รองเท้าสีดำ ดึงถุงเท้าให้สุดแข้ง  นร.หญิงใส่กระโปรงคลุมเข่า ใครผมยาวผูกโบว์มาด้วย แต่ห้ามซอยผมมา สถานศึกษานะยะไม่ใช่ แอลแฟชั่นวีค

 

วันต่อมา นร.ชาย เอาเสื้อออกนอกกางเกงกันยกชั้น ใส่รองเท้าขาว ถุงเท้าลูสซ๊อคแบบญี่ปุ่นมาเลย เรียกว่าหลับตาเอาตะเกียบคีบก็เจอผิดระเบียบ นร.หญิงนี่แม่ก็ซอยผมทำไอไลท์กันมา ยังกับขั้นบันไดวัดเส้าหลิน เสื้อนี่รัดนมปลิ้น กระโปรงสั้นปิดแค่ก้น แถมจับจีบหลอกไว้เฉยๆ ความจริงเย็บเป็นกระโปรงสั้นเข้ารูปไปแล้ว

 

 

อา.......อารยะดื้อด้าน

 

 

แล้วพอมันย้ายไปเรียน  ร.ร. รัฐบาลตอนมัธยมปลาย  เขาให้ นร.ชายใส่รองเท้าสีน้ำตาล ถุงเท้าสีน้ำตาลพับสองทบ  นร.หญิงให้ใส่ประโปรงเหนือเข่า ใส่ซับในกับมาด้วย  ห้ามทำสีผม แต่อนุโลมให้ซอยได้เล็กน้อยพองาม

อย่างที่คิด นร.ชายมันใส่รองเท้าดำมา ถุงเท้าสีน้ำตาลก็จริงแต่ พวกดึงมันสุดแข้งเลย  นร.หญิงก็ใส่กระโปรงคลุมเข่ายาวเป็นฝ่ามือ  ซับในไม่ต้องโชว์เสื้อชั้นในกันเลยดีกว่า ผมอาจไม่ทำมามากมายแต่ขอโทษ พอกเครื่องสำอางเป็นไก่เคเอฟซีเลย 

 

 

อา......อารยะดื้อด้าน

 

 

มีอะไรพอดีกับพวกมึงมั่งเนี้ยย  

 

จะรีบแต่งตัวกันไปเพื่อ?  รออีกหน่อยเข้ามหา'ลัยก็แรดได้สมใจอยากแล้ว  ผู้หญิงแต่งตัวล่อหนุ่มๆ หนุ่มๆก็แหกกฏทำเท่โชวสาวๆ  จะรีบแก่ รีบเป็นหนุ่มเป็นสาว ไปไหนกัน  เดี๋ยวเข้ามหา'ลัยครั่นจะครวญครางอยากกลับไปเป็นเด็กๆอีก  มาตัดผมทรงหน้าม้าใส่ตาโตแต่หน้าไม่ให้ ก็จะอนาถไปนะโยม  พวกรีบสวยแต่เด็ก เห็นท้องออกเยอะแยะไป  ผู้ชายท้องไม่ได้มันก็จีบแล้วฟันไปเรื่อยนะหนู ระวังไว้เหอะ

 

 

ดังนั้น

อารยะดื้อด้าน (อา-ระ-ยะ-ดื้อ-ด้าน)  ; ความหมาย  คืือ การกระทำโดยจงใจผิดแผกจากกฏข้อบังคับโดยปราศจากเหตุผลอันควร  เป็นเวลาต่อเนื่องประจำสม่ำเสมอ  ซึ่งอาจมีจุดมุ่งหมายเพื่อกวนตีนผู้บังคับใช้กฏข้อบังคับนั้นๆ หรือ เพื่อต้องการแสดงอำนาจของตนให้ผู้อื่นได้เห็น ทั้งนี้ มักเป็นอาการที่เกิดจากการกระทำของ เกรียน หรือ ติ่งหู เป็นส่วนใหญ่

 

 

       หล่อสวยก็ให้มันสมวัยเถอะ กฏเขามีไว้ให้รู้จักการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้สังคมมันเป็นปรกติ  เพราะตอนทำงานจริงๆ เจ้านายให้พิมพ์งาน มาอารยะดื้อด้านไม่พิมพ์  นั่งเล่นเอ็มฯ

 

เขาไม่หักจิตพิสัย แต่เขาไล่ออกนะครับ อย่ามาอารยะดื้อด้านกันบ่อยๆ 

 

ฝากไว้นิดนึง ตกงานถึงกับอดตายเชียวนะเออ

ปาหี่ งูเห่า

posted on 08 Sep 2009 17:50 by gaeseng  in gaeseng

" เร่เข้ามา เอ้า!! เร่เข้ามาพ่อแม่พี่น้อง  อ่ะ!วันนี้ผมพาโชคลาภมาหาทุกๆท่าน  อ่ะ!ไม่ต้องฉงนสงสัย  มองกันด้วยหางตา  ว่าเอ๊ะ!!ไอ้นี่  มันจะมาหลอกขายอะไรกูรึปล่าว  ขอบอกตรงนี้เลยครับพี่น้อง วันนี้ พาโชค พาลาภ มาให้จริงๆ "

 

 

 

....

 

ข้อความข้างบนนั้น ถอดมาจากคำพูดจากเครื่องขยายเสียง ซึ่งดังมาจากเต็นท์ผ้าใบที่กางอย่างลวกๆอยู่บนลานจอดรถที่ว่างเปล่า ที่อยู่ข้างกันนั้น คือรถกระบะติดหลังคาแครี่บอยหนึ่งคัน ภายในบรรจุกรงขังหรือลังใส่อะไรบางอย่าง   หลังจากที่พวกเขาจัดการตระเตรียมพื้นที่โดยรอบจนเสร็จสิ้นแล้ว  ก็เริ่มยกกรงสี่เหลี่ยมนั้นออกมาวางกลางลานใต้ร่มเต็นท์ผ้าใบ  ตัวโฆษกผู้ถือไมค์ประกาศเองนั้นก็หยิบยกสิ่งที่ดูเหมือนวัตถุมงคลของขลังออกมาวางบนโต๊ะพับได้ตัวเล็ก ที่ถูกกางรอไว้แล้ว แล้วจากนั้นเนื้อหาก็เหมือนดังข้อความข้างต้น

ผมเห็นคนกลุ่มนี้ตั้งแต่ตอนสายๆของวัน ในตอนที่ผมออกไปซื้อกับข้าวเพื่อมาทานที่ห้อง  จำได้ว่าในตอนแรกนั้นมีคนมามุงดูไม่มากมายนัก  แต่ก็ไม่ถึงกับหรอมแหรม  คงเป็นเพราะแรงดึงดูสิ่งที่อยู่ภายในกรงสี่เหลี่ยม ที่ผมเห็นในตอนเช้านั่นกระมั่ง แม้ว่าผมจะไม่สนใจเรื่องทำนองนี้ก็ตาม แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น  สมองผมสั่งการให้ขาเดินไปร่วมกลุ่มไทยมุง สมทบกับคนอื่นๆที่กำลังมุงก่อนหน้าทันที

แรกที่สุดที่ผมคิดเอาไว้ว่าจะได้เห็นคือ  ภาพคนที่นอนในผ้าคลุมนอนตอบคำถามแปลกๆยากๆที่ไม่น่าจะรู้  แต่ก็ต้องผิดหวังครับ  เพราะเบื้องหน้าของผมคืองูเห่าตัวเขื่องชูคอแผ่แม่แบ้ เอ้ย!!!แม่เบี้ยอยู่กลางลาน โดยมีอาสาสมัครผู้โชคร้าย  นั่งกำวัตถุบางอย่างท่องคาถาทำปากขมุบขมิบอยู่ในระยะทำการของงูเห่าตัวนั้น

เจ้างูเห่าค่อยๆเลี้อยเข้ามาหาอาสาสมัครคนนั้นอย่างช้าๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้า จากนั้นมันก็ชูคอขึ้นแผ่แม่เบี้ย พร้อมกับอาปากตวัดลิ้นสองแฉกฉวัดเฉวียดไปมา แล้วเจ้างูเห่าก็

 

ก็

 

ก็

 

 

....โปรดติดตามตอนต่อไป......

 

 

ล้อเล่นครับ แล้วจากนั้นเจ้างูเห่าก็เลี้อยจากไปโดยไม่ทำร้ายอาสาสมัครผู้นั้น  ผู้คนที่มุงดูพากันส่งเสียงฮือฮา และจับกลุ่มกันพูดคุยเรื่องวัตถุมงคลที่อาสาสมัครผู้นั้นกำเอาไว้ในมือ  เมื่อจบการแสดงไปแล้ว โฆษกจึงได้ออกมาเล่าบรรยายถึงสรรพคุณรวมถึงที่มาของวัตถุมงคลนี้ 

เขาเล่าว่า วัตถุมงคลชิ้นนี้เป็นของขลังซึ่งเขาได้มาจากเกจิอาจารย์ท่านหนึ่ง   ตัววัตถุมงคลเองมีอิทธิฤทธิ์ดลบันดาลในคนรักคนหลงได้   หากไม่สนใจในทางนี้ก็สามารถพกเอาไว้กันอันตรายได้อีกด้วย   พร้อมอวดอ้างว่ามีคนเคยเช่าบูชาไปแล้วโดนหาเรื่อง   แต่ด้วยความที่ผู้บูชาทำตามข้อบังคับของวัตถุมงคลชิ้นี้ที่ว่า  "ไม่ด่าพ่อล่อแม่ใคร"  ทำให้แคล้วคลาดมาได้   โดยเล่าอีกว่าตัวโฆษกผู้พูดเองนั้นเคยเป็นเด็กวัดมาก่อน  ด้วยความที่ท่านอาจารย์เอ็นดู จึงได้มอบวัตถุมงคลชิ้นนี้มาให้เช่าบูชา  พร้อมกำชับว่าห้ามเอามาขายกินเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะแช่งให้ไปทำมาหากินอะไรก็ไม่ขึ้น

 

ท้ายที่สุดเขาเสนอขายผู้สนใจบูชาในราคา 199 บาทน้อยกว่านี้ไม่ได้ใครจะมาให้มากกว่านี้ก็ไม่เอา แน่นอนครับน้อยกว่านี้ก็ขาดทุน คงไม่มีใครขายแน่   ส่วนเรื่องให้มากกว่านี้  ก็คงจะมีหรอกครับ คงจะมีหรอกขายของอยู่100บาท มีเหรอคนเดินมาต่อ "200ได้ไหมน้อง" มีเหรอ

 

....

 

ผมผละตัวเองออกมากลุ่มไทยมุงมาด้วยอารมณ์ขำปนอนาถ  หลังจากได้ยินชื่อหลวงปู่เกจิอาจารย์คนที่มอบวัตถุมงคลชิ้นนี้มา โฆษกคนเดิมอวดอ้างว่าเขาได้มาจากหลวงปู่เค็ม

 

หลวงปู่เค็ม

 

หลวงปู่เค็ม

 

คุ้นชื่อกันไหมครับ ต้องคุ้นกันบ้างสินะครับ  เพราะว่าเป็นชื่อที่ตลกคาเฟ่ชอบเอามาใช้เล่นบ่อยๆ เพื่อล้อเลียนชื่อเกจิอาจารย์หลายๆองค์ที่มี เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่ใจ หลวงพ่อคูณ หลวงปู่สุข เป็นต้น ในมุขตลกนั้นผมจำได้ว่า จะขึ้นต้นว่ามีของขลังจากหลวงปู่จืด เป็นของขลังที่มีอานุภาพบรรยายสรรพคุณต่างๆ และมักตบมุขจบด้วยเนื้อหาที่ว่า พกไปเชียงใหม่รถทัวร์คว่ำตายทั้งคันแต่ผู้พกของขลังชิ้นนี้ไม่ตาย เพราะไม่ได้ไปด้วย

ในความเป็นจริงเกจิอาจารย์ชื่อดังทางพุทธคุณและวัตถุมงคลนั้น ไม่มีท่านใดชื่อหลวงปู่เค็ม หากมีใกล้เคียงก็เป็นหลวงพ่อจืด สวนปฎิบัติธรรมโพธิ์เศรษฐี นครปฐม กับหลวงปู่เข็ม วัดม่วง ราชบุรี  วันนั้นผมจึงออกไปทำธุระด้วยอารมณ์แจ่มใสมากๆ  เพราะได้เจออะไรแปลกๆตลกๆเป็นปฐมฤกษ์

 

....

 

บ่ายสี่โมงเย็น ผมกลับมาจากทำธุระ เดินกลับห้องผ่านทางเดิมที่ออกไปเมื่อตอนเช้า เต๊นผ้าใบหลังนั้นก็ยังอยู่ พร้อมกับจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้น กับคำพูดที่เปลี่ยนไป 

 

" พี่นี่คนอาภัพ อาภัพไม่มีบุญ ผมเอาโชคลาภมาเสนอแท้ๆ โชคลาภอยู่ตรงหน้ายังเอาไปไม่ได้ ดูพี่คนนั้นสิเป็นคนมีบุญ เห็นโชคลาภแล้วไม่รีรอคว้าไปทันที " 

 

อ้าว!!! ไหงมันเพิ่มเป็นให้โชคลาภได้ด้วยมาตั้งแต่เมื่อไร  ตอนเช้ายังมีสรรพคุณแค่สองอย่างเอง  ผมจึงหยุดยืนฟังรอบบ่ายนี้ีอีกครั้ง สรุปเนื้อหาคร่าวๆได้ัดังนี้

-เช่าไปแล้วหากไม่พูดด่าพ่อแม่ ไม่มีวันตายโหง (หมายความว่าผมพกไว้ นั่งรถทัวร์เบรกแตกลงเหวดอยสะเก็ด ก็จะรอดใช่มะ)

-มีสรรพคุณทางเสน่ห์มาก พูด3คำรับรองได้เบอร์โทรทันที ถ้าไม่ได้ผลยินดีนอนให้กระทืบ (ข้อนี้ผมอยากลองมาก คาดว่าผมจะได้กระทืบคนฟรีแน่ๆ  ของขลังทางเสน่ห์ราคาเรือนหมื่นจากอาจารย์ที่เก่งที่สุด  ก็ยังมีคำกำกับบอกว่า ขึ้นอยู่กับบุญของผู้ใช้ หากมีบุญมากกว่าคนที่ตนสนใจจีบอยู่ ส่วนใหญ่จะได้ผล )

-บอกว่าเห็นเจ้ากรรมนายเวรของคนที่มามุงดูอยู่  บอกว่าเจ้ากรรมนายเวรตามให้รีบหาของป้องกันตัว 

-บอกว่าเห็นคนที่ผิดเมียผิดผัวคนอื่น ระวังกรรมตามทันให้รีบเช่าบูชาไปซะ (วัตถุมงคลหรือมอเตอร์ไซด์ มีไว้ขี่หนีกรรม)  

-ราคา 99 ไม่ลดไปกว่านี้แล้ว เพราะไม่ได้มาขายกิน(ลดจากตอนเช้าตั้ง 100 นึง ตกลงตอนที่อาจารย์ให้เช่าบูชามาเริ่มต้นจริงๆราคากี่บาทวะ)

 

.....

 

หนึ่งทุ่มตรง ผมออกมาซื้อกับข้าวที่ตลาด  น้ำเสียงของโฆษกที่ผ่านเครื่องขยายเสียงเริ่มเปลี่ยนไป มีอาการฉุนเฉียวและหงุดหงิดระคนกันอย่างเห็นได้ชัด  และยังย้ำอีกว่าอุตส่าห์เอาโชคลาภมาให้  กลับไม่สนใจ  จากนี้ไปจะมาขอเช่าบูชาราคาแสนหนึ่งก็ไม่รับ (แค่ 99 ยังไม่มีคนเอาเลย พี่อย่าหวังถึงแสนหนึ่งเลยดีกว่า) 

ผมเลยเดินไปคุยกับยามรักษาการณ์หน้าอพาร์ทเมนต์ผม ที่ยืนดูอยู่  ได้ใจความว่าคนกลุ่มนี้มาเช่าพื้นที่เพื่อกางเต๊นขายวัตถุมงคลนี้  และตั้งแต่เช้าคาดว่าคงได้ไปแค่ไม่กี่คน แกบอกว่าราวๆ 3-4 คน เพราะัคนที่มุงมาดูเฉยๆไม่ซื้อ

พอผมคุยกับลุงยามเสร็จ จึงกลับมานอนคิดที่ห้อง สงสัยผมจะคิดผิด ของที่เขาเอามาน่าจะเป็นของแท้แน่ๆ เพราะ....

 

"ใครที่เอาของกูมาขายกิน กูขอแแช่งให้ทำมาหากินไม่ขึ้น "

 

เออ ขลังแฮะ