2012 มหาโลกาวินาศป๊าดๆเอ้าแล่วๆ
posted on 15 Nov 2009 21:45 by gaeseng in gaesengจ๊ะจิ้งแกรสอ๊อด อ๊อด พอแ้ล้ว!! เมื่อวานผมไปดูหนังกับเพื่อนมาครับเรื่อง 2012 ที่โรงดิจิตอลของพารากอน ไปดูโดยไม่เดาเรื่องอะไรเลย ไม่คิดอะไรทั้งสิ้นกะว่า 190 บาทซื้อตั๋วเข้าไปเสพเอ๊ฟเฟคล้วน ผลที่ได้คือปวดคอเล็กน้อยเพราะจอโคตรใหญ่เครื่องบินในฉากบินผ่านผมต้องหันหน้าตามไปดู ดังนั้นบางที่อะไรใหญ่ๆมันก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป
-------------------------------------------------
spoil
เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้อ้างอิงความเชื่อของชนเผ่ามายาแบบเต็ม 100 % โดยผสมผสานกับคำทำนาย นอสตราดามุสนิดหน่อย คือเชื่อว่าปี 2012 โลกจะเข้าสู่ยุคใหม่และสาเหตุนั่นคือการที่ดวงดาวเรียงกันเป็นเส้นตรง ทำให้อโพสโทรฟีเอสดูพลังจากดวงดาวไปที่หลินปิงและ#@@$%&*........
ด้วยสาเหตุเข้าใจยากที่หนังอธิบาย สรุปในท้ายที่สุดแกนโลกเราจะหดตัวทำให้แผ่นดินที่มีชั้นลาวารองรับอยู่เกิดช่องเก้า(ช่องว่าง!!!) นั่นแหละ แผ่นดินที่เสมือนเปลือกไข่ที่เอาไข่ออกไปแล้ว จึงพากันแตกแยกออกจากกัน ส่งผลให้ระบบนิเวศพังทลายลาวาในชั้นใต้ดินก็แย่งกันโผล่ออกมาตามรู้คล้ายนักร้องอินดี้หน้าใหม่เมืองไทย
ตัวหนังแสดงให้เห็นถึงความวินาศที่เข้าขั้นมหาโลกาวินาศของแท้ที่ไม่มีวิทยาการใดๆจะยับยั้งได้ ไม่เหมือนคราวอามาเกดอนที่ส่งยานอวกาศไประเบิดอุกาบาตจากข้างในได้ง่ายๆ ดังนั้นในเรื่องจึงต้องแสดงให้เห็นถึงการตายของมนุษย์ชาติหลายหลายวิธีซึ่ง ณ จุดนี้ซีจีช่วยคุณได้
พระเอกของเรื่องเป็นอเมริกันธรรมดาที่ล้มเหลวในหน้าที่การงาน(เป็นนักเขียนแต่ขายหนังสือได้ 422 เล่มถ้วน) ล้มเหลวในชีวิตครอบครัว (หย่ากับเมียเพราะบ้างานมากไป) ยังดีที่หางานใหม่เป็นคนชับรถลีมูซีนให้มหาเศรษฐีรัสเซียได้และด้วยเหตุบังเอิญ แน่ละ คำนี้เกิดขึ้นเสมอในหนังทุกเรื่องยามที่คนเขียนบทไม่รู้จะผูกเรื่องอย่างไร พระเอกจึงได้รับรู้เรื่องราวโคตรอภิมหาภัยภิบัติ และพยายามพาครอบครัวหนีเอาตัวรอดจากมหาโลกาวินาศครั้งนี้
ส่วนของตัวหนังเองด้วยความที่แกนเรื่องและเนื้อเรื่องอ่อน ชนิดที่เรียกได้ว่าเหลวเป่วเป็นขี้เลนเปียก ทำให้ต้องมีการแทรกประเด็นภาระหน้าที่ของผู้นำ ความผูกพันของครอบครัว และความร่วมมือร่วมใจกันเข้ามาอยู่เป็นระยะๆ แต่นั่นก็ทำให้ตัวหนังดูมีความน่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม จะว่ากันโดยตรงแล้วโดยส่วนตัวผมชอบมากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ในฉากที่ลูกชายซึ่งทำงานในทำเนียบขาวแอบโทรไปบอกพ่อว่าโลกจะพินาศและพยายามจะไปรับพ่อหนีไปด้วยกัน แต่พ่อเขากลับบอกว่า "พ่ออยู่มานานแล้ว และสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตพ่อก็คือลูก พ่อไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว แล้วพ่อก็ทิ้งเพื่อนไปไม่ได้ " ทำนองนั้น แม้ว่าจะเป็นฉากสั้นๆแต่นักแสดงแสดงได้เข้าถึงอารมณ์มากเรียกได้ว่าดาราไทยบางคนไม่ได้เสี้ยวขี้เล็บ
แต่หากจะพูดเรื่องความสมจริงละก็ ก็ยังมีจุดติอยู่บ้าง เช่น พระเอกที่เป็นคนขับรถกระจอกๆ กลับขับรถหนีแผ่นดินไหวได้อย่างเซียนมากๆ เช่นเดียวกันกับตัวละครคุณหมอแฟนใหม่ของเมียพระเอกที่บอกว่าตัวเอง เพิ่งหัดขับเครื่องบินเล็กได้ไม่นาน แต่ขอโทษพอถึงเวลาขับเครื่องบินหนี กลับขับเก่งชนิดที่ว่าบินควงไปมาตะแคงซ้ายขวาได้หน้าตาเฉย หรือในตอนท้ายที่กลุ่มของพระเอกติดอยู่ที่ห้องเครื่องเรือ พระเอกกับเมียซึ่งอยู่ในห้องท้ายสุดกลับไม่โดยน้ำท่วมตาย แต่ผู้หญิงที่อยู่ห้องถัดไปกลับตาย ทั้งที่ปกติเรือจะมีการกั้นเวลาเรื่อรั่วให้น้ำ้ำค่อยๆท่วมทีละห้องซึ่งปกติมักเริ่มจากห้องท้ายๆก่อน แต่ในเรื่องห้องสุดท้ายกลับไม่ท่วมจนมิด กลับไปท่วมห้องถัดไปแทน
แม้ว่าจะถูกตราหน้าว่าเนื้อเรื่องอ่อนปวกเปียว แต่ถ้าลองวิเคราะห์ดูจริงๆแล้ว ในเรื่องกลับแฝงข้อคิดมากมาย เช่น อย่าลืมบอกรักกับคนที่เรารักก่อนจะสาย อย่าปล่อยให้อารมณ์กับเรื่องเล็กน้อยทำให้เราโกรธกันเพราะบางทีเราอาจจะไม่ได้มีเวลามากมายพอก็ได้ และยังมีอีกหลายข้อคิดที่รอคุณไปค้นพบในหนังเรื่องนี้
---------------------------------------------------
ถ้าให้ผมจัดระดับความน่าดูละก็ผมว่าอยู่ในระดับที่ดูเพลินคุ้มค่าตั่ว ไม่ถึงกับได้สาระมากมายเหมือนรีดเดอร์ ได เจส แต่ก็ทำให้เราเพลิดเพลิน และคล้อยตามไปได้ว่าที่จริงแล้วชีวิตของเราในวาระสุดท้ายก็ต้องการเพียงแค่ครอบครัวและคนที่รักเราเท่านั้น แม้ว่าจะมีเิงินมากมาย มีอำนาจมีตำแหน่งแค่ไหน ศาสนาอะไร สุดท้ายเราก็ไม่อาจต้านทานธรรมชาติได้
ป.ล.
เอนทรี่นี้เป็นเอนทรี่ที่ 201 พอดี เอาไว้ฉลองเอนทรี่หน้าละกันเนาะ 202 มันสวยกว่า

