gaeseng

กลอนแด่ศิลปะแบบไทยๆ

posted on 24 Jan 2013 15:37 by gaeseng in gaeseng directory Fiction, Idea
 
ในกลอนบทนี้อ้ายกระผมได้แรงบันดาลใจมาจากบทกลอนเรื่องบ้านในฝันของเพจหนึ่ง 
เห็นว่าน่าดูชมนักจึงก่อกวีกลอนขึ้นบ้าง ขอเชิญสดับรับชมกลอนอันสุนทร ณ บัดนี้ แล 
 
----------------------------------------------------------------------------------------
อนึ่งกลอนบทนี้มีข้อควรพีงไว้ให้สังวรณ์สำหรับคำกลอนซึ่งผรุสวาทหยาบช้าด้วย
-------------------------------------------------------------------------
 
 
 

 
 * ในวันหนึ่งรับผ้ามาผืนไม่ใหญ่
อาจารย์ให้วาดเทียนเขียนสีสัน
สั่งทำผ้าบาติกมาโดยพลัน
ท้ายชั่วโมงตัวฉันจะตรวจทาน
 
* ผมบรรจงตักเทียนใส่จันติ้ง
วางมือนิ่งลงเทียนบนผ้าขาว
ลากริ้วรับกลับชัดตวัดยาว
งามพริ้งพราวรูปอาชาน่าพิศชม
 
* ค่อยละเลงลงสีให้มีสัน
เติมลงพลันสีหางม้าและหน้าผม
แต้มสีผิวอาชาไนยให้น่าชม
ด้วยสีม่วงเข้มคมอมชมพู
 
* แล้วจึงลงพื้นหญ้าด้วยสีเขียว
เหลืองนิดเดียวตัดกันไปพอให้ขัน
แต่งแต้มสีให้พอลื่นพอกลืนกัน
สมบูรณ์พลันภาพอาชา “ม้าม่วงไทย” 
 
*จวบเวลาล่วงสายที่ท้ายคาบ
อาจารย์กลับมาสำรวจตรวจทานผล
เอาชิ้นงานมาส่งไว้จะได้ยล
พินิจผลพิเคราะห์ค่าหาคะแนน 

* อาจารย์บอกนี่ของใครเอาไปหก
ช่างตลกม้าอะไรไม่เคยเห็น
ตัวสีม่วงอมชมพูดูยากเย็น
นี่มันเป็นสัตว์ป่าหรือว่าไร
 
* ผมตอบว่าอาจารย์ครับนี่ม้าม่วง
เป็นกลลวงพ้องมะม่วงเห็นหรือไม่
เสริมคุณค่าเพิ่มราคาน่าสนใจ
คนจะได้สรรเสริญว่าคิดน่าชม
 
* อาจารย์บอกมีอาชาม้าที่ไหน
ตัวม่วงใหญ่แบบนี้หนาน่าบัดสี
ความน่าชมสมจริงไม่เห็นมี
หกก็ดีหนักหนาค่าคะแนน
 
* ตอนมึงสั่งบอกตรงไหนให้วาดเหมือน
กูเลอะเลือนไม่วาดเหมือนอย่างนั้นหรือ
ก็ให้วาดตามใจมิใช่ ฤา
ศิลปะคือความสร้างสรรค์มึงสอนกู

* นี่อะไรบอกว่าไม่เหมือนตามแบบ
อย่าไปแอบคิดใหม่ให้ต่างผล
ทำให้สวยเหมือนเหมือนเพื่อนให้น่ายล
กูเป็นคนใช่เครื่องซีร็อกจะบอกมึง
 
* ศิลปะตามเข้าใจนั้นไร้กรอบ
หรือระบอบบังคับไว้ให้ตามหมาย
แต่เป็นสื่อสารที่คิดจิตข้างใน
ด้วยลาดลายรูปลักษณ์อักษรเพลง
 
* ใช่จะมาบังคับจำกัดได้
ห้ามดวงใจห้ามดวงจิตคิดสร้างสรรค์
มนุษย์ทุกผู้ทุกนายไม่เหมือนกัน
ต่างความฝันต่างความคิดชีวิตเอย

 
---------------------------------------------------
แด่ศิลปะแบบไทยๆ
---------------------------------------------------------------
 
 
 
ป.ล. จันติ้งคืออุปกรณ์วาดลายน้ำเทียนของการทำผ้าบาติก รูปร่างก็ตามนี้
 
http://www.electron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=787&Itemid=13
ไม่กี่วันก่อนผมนั่งดูละครอยู่กับแม่
ได้ยินแม่บ่นว่า
"ละครไทยเดี๋ยวนี้ไม่สนุกเลย ขาดชั้นเชิง เอะอะก็ตบกันแย่งผู้ชาย แย่งกันอยู่นั่นละอันเดียว ฯลฯ" 
 
ฟังแล้วก็จนด้วยหลักฐาน หันไปดูทีวี
เออว่ะ มันเหมือนไม่ได้ใช้สมองคิดก่อน
ตัวละครแม่งไม่พร้อมใช้สติและเหตุผลคิดวิเคราะห์ วิธีการใช้เหตุผลแม่งไม่รู้อ้างอิงจากสังคมไหน
สังคมอุดมปัญญารึเปล่า ทำไมไม่เหมือนสังคมมนุษย์ทั่วไปวะ
 
 
พอคิดถึงเรื่องนิยายเก่าๆที่เคยอ่าน
ก็มีชื่อนิยายเรื่องหนึ่งโผล่ออกมา "ระเด่นลันได"
 วรรณกรรมเรื่องนี้หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ
แต่แม้เคยได้ยินก็ไม่แน่ว่าจะถูกต้อง 
 
 
เรื่องระเด่นลันไดนี้มีหลายคนว่ามีที่มาเป็นการแต่ง
 
เพื่อเจตนาล้อเลียนวรรณกรรมดังเรื่อง "อิเหนา" หรือระเด่นมนตรี  
แต่ที่แท้จริงนั้น "ระเด่นลันได" เป็นหนังสือแต่งในรัชกาลที่ ๓
ซึ่งเล่ากันมาว่า ครั้งนั้น มีแขกคนหนึ่งชื่อ ลันได ทำนองจะเป็นพวกฮินดู ชาวอินเดีย
ซัดเซพเนจรเข้ามาอาศัยอยู่ที่ใกล้โบสถ์พราหมณ์ในกรุงเทพฯ
เที่ยวสีซอขอทานเขาเลี้ยงชีพเป็นนิจ พูดภาษาไทยก็มิใคร่ได้ หัดร้องเพลงขอทานได้เพียงว่า
 
"สุวรรณหงษ์ถูกหอกอย่าบอกใคร บอกใครก็บอกใคร" ร้องทวนอยู่แต่เท่านี้ แขกลันไดเที่ยวขอทาน
จนคนรู้จักกันโดยมากในครั้งนั้น มีแขกอีกคน ๑ เรียกกันว่า แขกประดู่
ทำนองก็จะเป็นชาวอินเดียเหมือนกัน ตั้งคอกเลี้ยงวัวนมอยู่ที่หัวป้อม
(อยู่ราวที่สนามหน้าศาลสถิตยุติธรรมทุกวันนี้)
 
มีภรรยาเป็นหญิงแขกมลายูซื่อประแดะ อยู่มาแขกลันไดกับแขกประดู่เกิดวิวาทกันด้วยเรื่องแย่งหญิงมลายูนั้น
โดยทำนองที่กล่าวในเรื่องละคร คนทั้งหลายเห็นเป็นเรื่องขบขันก็โจษกันแพร่หลาย
พระมหามนตรี (ทรัพย์) ทราบเรื่อง จึงคิดแต่งเป็นบทละครขึ้น
 
ถึงจะมีเนื้อเรื่องอ้างอิงจากเรื่องจริงแต่ก็คงปฏิเสธว่าไม่มีกลิ่นอายของอิเหนาอยู่เลยคงไม่ได้
แต่สิ่งที่ทำให้ "ระเด่นลันได" แตกต่างออกไปนั่นคือการใช้สำนวนภาษาที่แปลกดิบ
และตลกขบขันทว่าชวนให้ติดตาม 
 
ตัวบทกลอนนั้นอยู่ในรูปของกลอนแปดซึ่งเป็นกลอนที่พระมหามนตรีเชี่ยวชาญที่สุด
 
      ๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงระเด่นลันไดอนาถา เสวยราชย์องค์เดียวเที่ยวรำภา
ตามตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์ อยู่ปราสาทเสาคอดยอดด้วน
กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเรียวหนาม มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม
คอยปราบปรามประจามิตรที่คิดร้าย ฯ ๔ คำ ฯ      
 
    ๏ เที่ยวสีซอขอข้าวสารทุกบ้านช่อง เป็นเสบียงเลี้ยงท้องของถวาย ไม่มีใครชังชิงทั้งหญิงชาย ต่างฝากกายฝากตัวกลัวบารมี พอโพล้เพล้เวลาจะสายัณห์ ยุงชุมสุมควันแล้วเข้าที่ บรรทมทมเหนือลำแพนแท่นมณี ภูมีซบเซาเมากัญชา ฯ ๔ คำ ฯ (ร่าย)   
 
   ๏ ครั้นรุ่งแสงสุริยันตะวันโด่ง โก้งโค้งลงในอ่างแล้วล้างหน้า เสร็จเสวยข้าตังกับหนังปลา ลงสระสรงคงคาในท้องคลอง ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ (ชมตลาด)    
 
 ๏ กระโดดคำสามทีสีเหื่อไคล. แล้วย่างขึ้นบันไดเข้าในห้อง ทรงสุคนธ์ปนละลายดินสอพอง ชโลมสองแก้มคางอย่างแมวคราว นุ่งกางเกงเข็มหลงอลงกรณ์ ผ้าทิพย์อาภรณ์พื้นขาว เจียระบาดเสมียนละว้ามาแต่ลาว ดูราวกับหนังแขกเมื่อแรกมี สวมประคำดีควายตะพายย่าม หมดจดงดงามกว่าปันหยี กุมตระบองกันหมาจะราวี ถือซอจรลีมาตามทาง ฯ ๖ คำ ฯ เพลงช้า
 
     ๏ มาเอยมาถึง เมืองหนึ่งสร้างใหม่ดูใหญ่กว้าง ปราสาทเสาเล้าหมูอยู่กลาง มีคอกโคอยู่ข้างกำแพงวัง พระเยื้องย่างเข้าทางทวารา หมู่หมาแห่ห้อมล้อมหน้าหลัง แกว่งตระบองป้องปัดอยู่เก้กัง พระทรงศักดิ์หยักรั้งคอยราญรอน ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
 
     ๏ เมื่อนั้น นางประแดะหูกลวงดวงสมร ครั้นรุ่งเช้าท้าวประดู่ภูธร เสด็จจรจากเวียงไปเลี้ยงวัว โฉมเฉลาเนาในที่ไสยา บรรจงหั่นกัญชาไว้ท่าผัว แล้วอาบน้ำทาแป้งแต่งตัว หวีหัวหาเหาเกล้าผมมวย ได้ยินแว่วสำเนียงเสียงหมาเห่า คิดว่าวัวเข้าในสวนกล้วย จึงออกมาเผยแกลอยู่แร่รวย ตวาดด้วยสุรเสียงสำเนียงนาง พอเหลือบเห็นระเด่นลันได อรไทผินผันหันข้าง ชม้อยชม้ายชายเนตรดูพลาง ชะน้อยฤๅรูปร่างราวกับกลึง งามกว่าภัสดาสามี ทั้งเมืองตานีไม่มีถึง เกิดกำหนัดกลัดกลุ้มรุมรึง นางตะลึงแลดูพระภูมี ฯ ๑๐ คำ ฯ
 
      ๏ เมื่อนั้น พระสุวรรณลันไดเรืองศรี เหลียวพบสบเนตรนางตานี ภูมีพิศภักตร์ลักขณา ฯ ๒ คำ ฯ (ชมโฉม)
 
      ๏ สูงระหงทรงเพียวเรียวรูด งามละม้ายคลายอูฐกะหลาป๋า พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย จมูกละม้ายคล้านพร้าขอ หูกลวงดวงพักตร์หักงอ ลำคอโตตันสั้นกลม สองเต้าห้อยตุงดังถุงตะเคียว โคนเหี่ยวแห้งรวบเหมือนบวบต้ม เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม มันน่าเชยน่าชมนางเทวี ฯ ๖ คำ ฯ (ร่าย)
 
     ๏ นี่จะเป็นลูกสาวท้าวพระยา. ฤาว่าเป็นพระมเหสี อกใจทึกทักรักเต็มที ก็ทรงสีซอสุวรรณขึ้นทันใด ฯ ๒ คำ ฯ (พัดชา)  
 
   ๏ ยักย้ายร่ายร้องเป็นลำนำ มีอยู่สองคำจำไว้ได้ สุวรรณหงษ์ถูกหอกอย่าบอกใคร ถูกแล้วกลับไปได้เท่านั้น ฯ ๒ คำ ฯ (ร่าย)  
 
   ๏ แล้วซ้ำสีอิกกระดิกนิ้ว ทำยักคิ้วแลบลิ้นเล่นขบขัน
 
          กลอนข้างบนยกมาเป็นบางส่วนหากใครสนใจอยากอ่านก็ search อ่านเอาเองได้ น่าเสียที่ตัวผู้แต่งคือพระมหามนตรีนั้นเมื่อมีชีวิตไม่ได้โด่งดังในทางวรรณกรรมเท่ากับหลังจากที่ตายไปแล้ว ทำให้วรรณกรรมเรื่องระเด่นลันไดเป็นนิยายที่ยังไม่จบสมบูรณ์
 
 

กลอนแปดแก้เซ็ง

posted on 05 Sep 2011 23:00 by gaeseng in gaeseng
ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวไอเดียที่นานๆวิ่งผ่านมาสักครั้ง วันนี้ที่ผมแต่งกลอนเพราะเห็นเพื่อนแต่งในเฟสก็เลยนึกสนุกไปขัดเกลากลอนให้ ไปๆมาๆไอเดียมันงอก เลยยาวแต่งให้เต็มบทมันเสียเลย ลองดูละกันครับสนุกๆ
 
 
 
 
 
กลอนแปดสวยทุนนิยม(ฉบับสมบูรณ์)
 

อันความแก่   ความหง่อม    ย่อมลำบาก
ดั่งคนบอด    ข้ามฟาก        ฝั่งคลองหา
มีรอยริ้ว        ไฝดำ             คลานคลำมา
บนหนังหน้า  อัปลักษณ์      ลำบากใจ

ถ้าไม่อยาก    ให้หน้าแก่      แย่ลงมาก
จงหมั่นรัก      ษาดูแล         ที่แก้ได้
ก่อนจะนอน   ครีมรกแกะ    พอกเอาไว้
ช่วยถนอม     ความใส        ให้อยู่นาน

คนจะงาม        งามบิ๊กอาย     ใช่ใบหน้า
คนจะสวย       ติดขนตา        ให้ดูหวาน
งามแบบไทย   ฉีดโบท็อกซ์    ให้สวยนาน
กลูต้าทาน      ซิลิโคนยัด      อัศจรรย์

แม้ความตาย   ชายนารี         หนีไม่พ้น
แต่มีจน          หล่อหรือสวย  ล้วนช่วยได้
หน้าจะแย่      คิ้วจะหนา        ไม่เป็นไร
ไม่วันนี้          ก็วันไหน         คงได้งาม

ดินจะกลบ      ลบกาย           วายสังขาร
ไฟจะผลาญ   ซากสิ้น           ดิ้นดับสูญ
แค่ความสวย  ความขาว       นั้นเพิ่มพูน
จะเทิดทูน      ขาวเลือดฝาด ทุกชาติไป

 

 

 

กลอนแปดวิบัติ

 

โอ My Dear  Darling        มิ่งสมร
Beautiful      สุนทร           หฤหรรษ์
แม่ชื่นจิต      Sweetheart  เราคลาดกัน
ใจป่วนปั่น    หันเห            Say Goodbye
โถ Darling   นวลน้อง       จงมองพี่
ตรองให้ดี   Look at me    เพ้อพร่ำไห้
Memory     สองเรามี        ร่วมกันไว้
Day and Time ที่ผ่านไป  ใจยังจำ
เธอจากไป   หทัยหมอง     Tears นองหน้า
โอ้แก้วตา    Honey          มาหนีหาย
อยากให้รู้     Love เธออยู่   มิรู้คลาย
หากจำได้    ฉันจะรอ         Miss called เธอ

 

 

 

ชอบใจ อยากให้คนอื่นๆอ่านรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง