มาตราฐานคืออะไร?
posted on 02 Sep 2009 04:35 by gaeseng in etcทำไมกันนะ? ที่เขายังทำได้ ทำไมพอเป็นเราถึงโดนด่า?
ผมเชื่อว่าคำถามในทำนองนี้จะต้องเคยเกิดขึ้นในใจทุกๆคนอย่างแน่นอน นั่นสิ บางครั้งบางเหตุการณ์เราก็ไม่สามารถใช้ตรรกะและประสบการณ์ที่เรามีมาคิดคำนวนได้ ทำไมกัน? ทั้งที่การกะทำก้คล้ายกัน เช่น เวลาที่เราขับมอเตอร์ไซด์ไปซื้อของโดยไม่ได้ใส่หมวกกันน๊อคเราโดนใบสั่ง แต่พอตำรวจบางส่วนขับรถกลับบ้านไม่ใส่หมวกกันน๊อคเหมือนเรา ใบสั่งไม่เห็นปลิวหลุดจากขั้วไปแปะรถมันมั่ง
หรือ อย่างหนังแอคชั่นของต่างประเทศเรื่องต่างๆที่เข้ามาฉายในประเทศไทย ทั้งที่เนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องแทบจะคล้ายหนังแอคชั่นไทย แต่ทำไมเวลาฉายออกมากลับชื่นชมว่าของต่างชาติดี แต่ของไทยซ้ำซาก
ทั้งที่โดยทั่วไปแล้วแกนหลักก็เหมือนๆกัน คือ
1. ตัวเอกเก่ง-->โดนหยาม,โดนฝากความแค้น,โดยหมายหัว ฯลฯ -->แพ้-->ฝึกฝน-->เก่งขึ้น-->เอาชนะได้แต่--->คนหรือสิ่งสำคัญตกอยู่ในมือคนร้าย-->สู้อีก-->สุดท้ายชนะ
2. ตัวเอกไม่เก่ง-->โดนหยาม,โดนฝากความแค้น,โดยหมายหัว ฯลฯ-->เจ็บใจที่ตัวเองอ่อน-->ค้นพบพลังแฝงหรือฝึกฝนจนเก่งขึ้น-->เริ่มชนะ-->เจอคนเก่งมากๆ--->สู้กันสูสี--->ชนะ
ไปหาดูหนังแอคชั่นต่างประเทศดังๆมาวิเคราะห์ดูได้ อย่างเช่น Bad boy ,Rescident evil ,Exit wound, terminator ,G.I Joe ฯลฯ ถ้าลองปอกเปลือกแกนหนังให้ดี จะพบว่าส่วนใหญ่ก็มักจะหนีไม่พ้นโครงเรื่องแนวนี้แทบทั้งนั้น ไม่เห็นจะหลากหลายตรงไหน
แล้วแบบนี้อะไรคือความพอดีครับ? อะไรคือมาตราฐานที่แท้จริง?
แม้กระทั่งเพลงที่เราฟังเพลงอยู่เป็นประจำ เราก็มักจะได้ยินคำติคำครหาต่อนักร้องที่ใช้โปรแกรมปรับแต่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ว่า "ใช้เครื่องช่วย" หรือ "ไม่ใช่เสียงจริงๆของคนร้อง" แต่เมื่อถึงคราวเพลงต่างประเทศที่เป็นเพลงยอดนิยม ซึ่งต่างก็ใช้โปรแกรมปรับแต่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกัน ก็ยังเห็นคนกลุ่มเดียวกันพากันชื่นชมว่า "เพลงเหล่านั้นเป็นเพลงที่ดี เพราะร้องโดยนักร้องมีคุณภาพ"
ผมเคยคิดเรื่องนี้อยู่พักหนึ่งว่า มันเป็นเพราะอะไรกัน ตามปกติหากตัวแปรเหมือนกันในสมมติฐานเดียวกันผลที่ออกมา ควรจะเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ผมว่าเหตุที่ทำให้ผลไม่เหมือนกันคงจะเป็นที่ใจของคน บทความบางอย่างเนื้อหาบางเรื่องคนหนึ่งนำเสนอไปไม่เคยได้รับคำชื่นชม แต่พอเป็นอีกคนเสนอกลับมีแต่เสียงแซ่ซ้อง
แล้วผมก็พบว่ามาตราฐานแท้จริงแล้วไม่มีอยู่จริง อยู่ที่ความพึงพอใจของคนหมู่มากเท่านั้นเอง
ผมว่าคำว่า "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" ในอดีตนั้นสำหรับสังคมในปัจจุบันอาจนำมาแปลงใหม่ได้เป็น "ค่าของผลอยู่ที่ผลของใคร" จะเหมาะเสียกว่า ในยุคนี้คงต้องใช้แบบนี้ละครับถึงจะเข้าท่า
สุดท้ายผมมีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งอยากจะให้ลองอ่านกัน เรื่องหมาสองตัว
นานมาแล้วยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีคนหลากหลายที่อาศัยร่วมกันอย่างสงบมานาน แม้ว่าจะเป็นหมู้บ้านเล็กๆแต่ด้วยความที่มีจำนวนชาวบ้านที่แตกต่างกันจึงทำให้ต้องแบ่งหมู่บ้านนี้เป็นบ้านเหนือบ้านใต้
วันหนึ่งเกิดคดีลักเล็กขโมยน้อยขึ้นในบ้านเหนือต่อเนื่องกันหลายวัน แม้ว่าชาวบ้านจะพยายามระมัดระวังอย่างไรก็ยังไม่วาดโดนขโมยของไปจนได้ ในขณะที่ชาวบ้านเกือบจะต้องอดตายเพราะโดนขโมยขึ้นบ้าน ก็ได้มีหมาจรจัดตัวหนึ่งมาไล่กัดขโมยไป ทำให้บ้านเหนือปลอดจากขโมยชาวบ้านต่างพากันเอ็นดูเจ้าหมาน้อยตัวนั้นเป็นการใหญ่ พากันนำอาหารมาให้ทุกวัน
อีกทางหนึ่งที่บ้านใต้เจ้าโจรที่หนีมาจากบ้านเหนือ ก็ได้มาอาละวาดที่บ้านใต้ จนทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกันตามเคยเหมือนที่เคยเกิดกับบ้านเหนือ ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่ว ในครั้งนี้โชคดีที่บังเอิญมีหมาที่ชาวบ้านคนหนึ่งเลี้ยงเอาไว้ ได้ไล่กัดขโมยจนหนีไปพ้นจากหมู่บ้าน ชาวบ้านใต้ก็เอ็นดูเจ้าหมาตัวนั้นดังเช่นบ้านเหนือ
และแล้วเหตุก็มีอันเกิดขึ้นเมื่อ วันหนึ่งหมาบ้านใต้กับหมาบ้านเหนือมาเจอกันระหว่างฉี่ทำเขตแดน ทำให้ทั้งสองตัวเกิดอาการเขม่นไม่พอใจกัน ไล่ฟัดกันจนส่งผลให้ข้าวของชาวบ้านเสียหาย
ชาวบ้านในบ้านเหนือต่างโทษว่า หมาบ้านใต้นิสัยไม่ดีมาหาเรื่องหมาบ้านเหนือก่อนโดยให้เหตุผลว่าหมาบ้านเหนือเป็นหมาที่ดีช่วยจับโจร แถมยังน่าเอ็นดูกับคนบ้านเหนือ ฝ่ายชาวบ้านในบ้านใต้ก็อ้างเหตุผลเดียวกัน ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายตีกันอุตลุต ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บหนัก ทำมาค้าขายไม่ได้ ชาวบ้านต่างถิ่นที่เคยมาค้าขายด้วยต่างก็ไม่กล้าเข้ามาในหมู่บ้าน เพราะกลัวลูกหลง
นานวันเข้า ก็เริ่มอดอยาก คนในหมู่บ้านบ้างก็ขายที่ขายทางที่มี เพื่อไปตั้งต้นชีวิตเอาใหม่ที่หมู่บ้านอื่น ท้ายที่สุดหมู่บ้านนั้นก็กลายเป็นหมู่บ้านร้าง เหลือแต่ชื่อกับคำร่ำลือที่ว่า เคยเป็นหมู่บ้านที่มีแต่ความอุดมสมบุรณ์และมีแต่ผู้คนที่ปรองดองกัน
เอวัง...


#1 By wesong on 2009-09-02 08:41