ไม่กี่วันก่อนผมนั่งดูละครอยู่กับแม่
ได้ยินแม่บ่นว่า
"ละครไทยเดี๋ยวนี้ไม่สนุกเลย ขาดชั้นเชิง เอะอะก็ตบกันแย่งผู้ชาย แย่งกันอยู่นั่นละอันเดียว ฯลฯ"
ฟังแล้วก็จนด้วยหลักฐาน หันไปดูทีวี
เออว่ะ มันเหมือนไม่ได้ใช้สมองคิดก่อน
ตัวละครแม่งไม่พร้อมใช้สติและเหตุผลคิดวิเคราะห์ วิธีการใช้เหตุผลแม่งไม่รู้อ้างอิงจากสังคมไหน
สังคมอุดมปัญญารึเปล่า ทำไมไม่เหมือนสังคมมนุษย์ทั่วไปวะ
พอคิดถึงเรื่องนิยายเก่าๆที่เคยอ่าน
ก็มีชื่อนิยายเรื่องหนึ่งโผล่ออกมา "ระเด่นลันได"
วรรณกรรมเรื่องนี้หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ
แต่แม้เคยได้ยินก็ไม่แน่ว่าจะถูกต้อง
เรื่องระเด่นลันไดนี้มีหลายคนว่ามีที่มาเป็นการแต่ง
เพื่อเจตนาล้อเลียนวรรณกรรมดังเรื่อง "อิเหนา" หรือระเด่นมนตรี
แต่ที่แท้จริงนั้น "ระเด่นลันได" เป็นหนังสือแต่งในรัชกาลที่ ๓
ซึ่งเล่ากันมาว่า ครั้งนั้น มีแขกคนหนึ่งชื่อ ลันได ทำนองจะเป็นพวกฮินดู ชาวอินเดีย
ซัดเซพเนจรเข้ามาอาศัยอยู่ที่ใกล้โบสถ์พราหมณ์ในกรุงเทพฯ
เที่ยวสีซอขอทานเขาเลี้ยงชีพเป็นนิจ พูดภาษาไทยก็มิใคร่ได้ หัดร้องเพลงขอทานได้เพียงว่า
"สุวรรณหงษ์ถูกหอกอย่าบอกใคร บอกใครก็บอกใคร" ร้องทวนอยู่แต่เท่านี้ แขกลันไดเที่ยวขอทาน
จนคนรู้จักกันโดยมากในครั้งนั้น มีแขกอีกคน ๑ เรียกกันว่า แขกประดู่
ทำนองก็จะเป็นชาวอินเดียเหมือนกัน ตั้งคอกเลี้ยงวัวนมอยู่ที่หัวป้อม
(อยู่ราวที่สนามหน้าศาลสถิตยุติธรรมทุกวันนี้)
มีภรรยาเป็นหญิงแขกมลายูซื่อประแดะ อยู่มาแขกลันไดกับแขกประดู่เกิดวิวาทกันด้วยเรื่องแย่งหญิงมลายูนั้น
โดยทำนองที่กล่าวในเรื่องละคร คนทั้งหลายเห็นเป็นเรื่องขบขันก็โจษกันแพร่หลาย
พระมหามนตรี (ทรัพย์) ทราบเรื่อง จึงคิดแต่งเป็นบทละครขึ้น
ถึงจะมีเนื้อเรื่องอ้างอิงจากเรื่องจริงแต่ก็คงปฏิเสธว่าไม่มีกลิ่นอายของอิเหนาอยู่เลยคงไม่ได้
แต่สิ่งที่ทำให้ "ระเด่นลันได" แตกต่างออกไปนั่นคือการใช้สำนวนภาษาที่แปลกดิบ
และตลกขบขันทว่าชวนให้ติดตาม
ตัวบทกลอนนั้นอยู่ในรูปของกลอนแปดซึ่งเป็นกลอนที่พระมหามนตรีเชี่ยวชาญที่สุด
๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงระเด่นลันไดอนาถา เสวยราชย์องค์เดียวเที่ยวรำภา
ตามตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์ อยู่ปราสาทเสาคอดยอดด้วน
กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเรียวหนาม มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม
คอยปราบปรามประจามิตรที่คิดร้าย ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เที่ยวสีซอขอข้าวสารทุกบ้านช่อง เป็นเสบียงเลี้ยงท้องของถวาย ไม่มีใครชังชิงทั้งหญิงชาย ต่างฝากกายฝากตัวกลัวบารมี พอโพล้เพล้เวลาจะสายัณห์ ยุงชุมสุมควันแล้วเข้าที่ บรรทมทมเหนือลำแพนแท่นมณี ภูมีซบเซาเมากัญชา ฯ ๔ คำ ฯ (ร่าย)
๏ ครั้นรุ่งแสงสุริยันตะวันโด่ง โก้งโค้งลงในอ่างแล้วล้างหน้า เสร็จเสวยข้าตังกับหนังปลา ลงสระสรงคงคาในท้องคลอง ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ (ชมตลาด)
๏ กระโดดคำสามทีสีเหื่อไคล. แล้วย่างขึ้นบันไดเข้าในห้อง ทรงสุคนธ์ปนละลายดินสอพอง ชโลมสองแก้มคางอย่างแมวคราว นุ่งกางเกงเข็มหลงอลงกรณ์ ผ้าทิพย์อาภรณ์พื้นขาว เจียระบาดเสมียนละว้ามาแต่ลาว ดูราวกับหนังแขกเมื่อแรกมี สวมประคำดีควายตะพายย่าม หมดจดงดงามกว่าปันหยี กุมตระบองกันหมาจะราวี ถือซอจรลีมาตามทาง ฯ ๖ คำ ฯ เพลงช้า
๏ มาเอยมาถึง เมืองหนึ่งสร้างใหม่ดูใหญ่กว้าง ปราสาทเสาเล้าหมูอยู่กลาง มีคอกโคอยู่ข้างกำแพงวัง พระเยื้องย่างเข้าทางทวารา หมู่หมาแห่ห้อมล้อมหน้าหลัง แกว่งตระบองป้องปัดอยู่เก้กัง พระทรงศักดิ์หยักรั้งคอยราญรอน ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ เมื่อนั้น นางประแดะหูกลวงดวงสมร ครั้นรุ่งเช้าท้าวประดู่ภูธร เสด็จจรจากเวียงไปเลี้ยงวัว โฉมเฉลาเนาในที่ไสยา บรรจงหั่นกัญชาไว้ท่าผัว แล้วอาบน้ำทาแป้งแต่งตัว หวีหัวหาเหาเกล้าผมมวย ได้ยินแว่วสำเนียงเสียงหมาเห่า คิดว่าวัวเข้าในสวนกล้วย จึงออกมาเผยแกลอยู่แร่รวย ตวาดด้วยสุรเสียงสำเนียงนาง พอเหลือบเห็นระเด่นลันได อรไทผินผันหันข้าง ชม้อยชม้ายชายเนตรดูพลาง ชะน้อยฤๅรูปร่างราวกับกลึง งามกว่าภัสดาสามี ทั้งเมืองตานีไม่มีถึง เกิดกำหนัดกลัดกลุ้มรุมรึง นางตะลึงแลดูพระภูมี ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสุวรรณลันไดเรืองศรี เหลียวพบสบเนตรนางตานี ภูมีพิศภักตร์ลักขณา ฯ ๒ คำ ฯ (ชมโฉม)
๏ สูงระหงทรงเพียวเรียวรูด งามละม้ายคลายอูฐกะหลาป๋า พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย จมูกละม้ายคล้านพร้าขอ หูกลวงดวงพักตร์หักงอ ลำคอโตตันสั้นกลม สองเต้าห้อยตุงดังถุงตะเคียว โคนเหี่ยวแห้งรวบเหมือนบวบต้ม เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม มันน่าเชยน่าชมนางเทวี ฯ ๖ คำ ฯ (ร่าย)
๏ นี่จะเป็นลูกสาวท้าวพระยา. ฤาว่าเป็นพระมเหสี อกใจทึกทักรักเต็มที ก็ทรงสีซอสุวรรณขึ้นทันใด ฯ ๒ คำ ฯ (พัดชา)
๏ ยักย้ายร่ายร้องเป็นลำนำ มีอยู่สองคำจำไว้ได้ สุวรรณหงษ์ถูกหอกอย่าบอกใคร ถูกแล้วกลับไปได้เท่านั้น ฯ ๒ คำ ฯ (ร่าย)
๏ แล้วซ้ำสีอิกกระดิกนิ้ว ทำยักคิ้วแลบลิ้นเล่นขบขัน
กลอนข้างบนยกมาเป็นบางส่วนหากใครสนใจอยากอ่านก็ search อ่านเอาเองได้ น่าเสียที่ตัวผู้แต่งคือพระมหามนตรีนั้นเมื่อมีชีวิตไม่ได้โด่งดังในทางวรรณกรรมเท่ากับหลังจากที่ตายไปแล้ว ทำให้วรรณกรรมเรื่องระเด่นลันไดเป็นนิยายที่ยังไม่จบสมบูรณ์