ถ้าดูเพียงผิวเผินนั้นผมเชื่อว่าหลายๆคนไม่ทราบถึงความแตกต่างระหว่าง ศาสนากับปรัชญา

คำว่า ศาสนา นั้นมาจากคำในภาษาสันสฤตว่า สาสนํ มีความหมายว่า "คำสั่งสอน"

ดังนั้น ศาสนา จึงหมายถึง คำสั่งสอนจากศาสดาที่ถ่ายทอดกันมาเพื่อให้เชื่อถือ หรือเป็นแนวให้ปฏิบัติ

 

 

0iu.jpg

 

 

ส่วนคำว่า ปรัชญา นั้นมาจากคำภาษาสันสฤต 2 คำมาสนธิกันคือคำว่า ปรฺ มีความหมายหลายแนวบ้างแปลว่า "ประเสริฐ" หรือบ้างก็แปลว่า "สูงสุด,อย่างยิ่ง" กับคำว่า ชญา ที่มีความหมายว่า "ความรู้

ดังนั้นผมจึงอนุมานความหมายว่า ปรัชญา หมายถึง ความรู้อันประเสริฐสูงสุด

 

philosophy1_book.jpg

 

สำหรับผมทั้ง 2 คำนี้จึงมีความหมายเกี่ยวคาบพันกันอย่างลึกซึ้ง จนในบางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน 

เพราะในบางครั้งคำสั่งสอนนั้นก็คือความรู้ที่เป็นความรู้สูงสุดอันประเสริฐ เช่น

 

  • หลักกาลามสูตร  ที่สอนเรื่องอย่าจงเชื่อใครง่ายๆจนกว่าจะได้พิสูจน์ประจักษ์ด้วยตนเอง
  • กฎแห่งกรรม       ที่มีแนวคิดว่าการกระทำและได้รับผลของการกระทำนั้น ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็อาจถือได้ว่าเป็น ปรัชญา ได้เช่นกัน 

 

แต่ในอีกทางหนึ่งคำสั่งสอนก็อาจจะไม่ใช่ความรู้สูงสุดอันประเสริฐเสมอไป อย่างการบอกว่าตายแล้วตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ ผมมองว่าเป็นการขู่หรือจูงใจให้ผู้คนนั้นทำตามแนวปฏิบัติเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมมากกว่า

 

 

p65.jpg

 

 

เราต้องไม่ลืมว่าในสมัยยุคเก่าก่อนนั้น ยังไม่มีแนวคิดปรัชญาการดำรงชีวิตหรือแนวคิดระบอบการปกครองอะไรที่แพร่หลายมากนัก สังคมจึงค่อนข้างจะมีความไม่มีระเบียบแบบแผนมากสักเท่าไร

 

ศาสนาจึงได้มีบทบาทเข้ามา เพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตและกลายมาเป็นประเพณีของสังคมนั้นๆ 

 

มีแนวคิดศีล 5 ที่มีใจความหลักๆคือ "อย่าทำให้ตนเองและคนอื่นๆเดือดร้อน" คอยเป็นกรอบความคิดควบคุมสังคมให้อยู่ในแนวทางเดียวกัน 

หลังจากเกิดมีการปฏิบัติตามกรอบที่วางไว้ สังคมจึงเกิดความสงบเรียบร้อย 

 

 

081.jpg

 

 

การเปลี่ยนจากปรัชญาการดำรงชีวิตมาเป็นความเชื่อนั้น ผมมองว่ามันเกิดขึ้นภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน 

 

เราต้องไม่ลืมว่าในสมัยนั้นไม่ใช่มีเพียงศาสนาพุทธเพียงศาสนาเดียวที่เผยแพร่แนวคิดความเชื่อ แต่ยังมีศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาอื่นๆอีกมากที่ทำการตลาดด้านปรัชญาความเชื่อนี้อยู่ 

 

ผมจึงคิดว่าเหล่าสาวกทั้งหลายที่ทำการเผยแพร่ศาสนา

 

จึงจำเป็นต้องมีการแต่งเติมอภินิหารหรือฤทธิ์เดชลงไปบ้าง เพื่อให้สามารถจูงใจผู้นับถือในศาสดาเหมือนกับศาสนาอื่นๆ 

 

 

ซึ่งเหตุผลนี้ผมไม่ขอฟันธงว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นเพียงแนวคิดส่วนตัวของผมเองที่มองจากการอ้างอิงสภาพสังคมในยุคสมัยนั้นตามความเป็นจริงเทียบเคียงกับสังคมปัจจุบัน

 

 

%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%

 

 

สำหรับผมแล้วศาสนาพุทธถือเป็นปรัชญาอย่างแน่นอน 

 

เพราะคำสอนต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงคิดค้นขึ้นนั้นเป็นความรู้อันแท้จริงของธรรมชาติมนุษย์ ที่ยืนยันได้ด้วยการที่แม้จะผ่านกาลเวลามากว่า 2500 ปี แต่คำสอนเหล่านี้ก็ยังคงมีความทันสมัยสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี 

 

แต่ถ้าคุณจะมองว่าศาสนาพุทธเป็นความเชื่อก็ไม่ผิดแต่อย่างใด 

 

เพราะแม้แต่เวลาที่เรามองพระจันทร์ดวงเดียวกัน เราก็ไม่ได้เห็นพระจันทร์รูปทรงเหมือนกันหมดทุกคน ขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละบุคคลว่าจะเลือกมองในมุมไหน 

กลอนแด่ศิลปะแบบไทยๆ

posted on 24 Jan 2013 15:37 by gaeseng in gaeseng directory Fiction, Idea
 
ในกลอนบทนี้อ้ายกระผมได้แรงบันดาลใจมาจากบทกลอนเรื่องบ้านในฝันของเพจหนึ่ง 
เห็นว่าน่าดูชมนักจึงก่อกวีกลอนขึ้นบ้าง ขอเชิญสดับรับชมกลอนอันสุนทร ณ บัดนี้ แล 
 
----------------------------------------------------------------------------------------
อนึ่งกลอนบทนี้มีข้อควรพีงไว้ให้สังวรณ์สำหรับคำกลอนซึ่งผรุสวาทหยาบช้าด้วย
-------------------------------------------------------------------------
 
 
 

 
 * ในวันหนึ่งรับผ้ามาผืนไม่ใหญ่
อาจารย์ให้วาดเทียนเขียนสีสัน
สั่งทำผ้าบาติกมาโดยพลัน
ท้ายชั่วโมงตัวฉันจะตรวจทาน
 
* ผมบรรจงตักเทียนใส่จันติ้ง
วางมือนิ่งลงเทียนบนผ้าขาว
ลากริ้วรับกลับชัดตวัดยาว
งามพริ้งพราวรูปอาชาน่าพิศชม
 
* ค่อยละเลงลงสีให้มีสัน
เติมลงพลันสีหางม้าและหน้าผม
แต้มสีผิวอาชาไนยให้น่าชม
ด้วยสีม่วงเข้มคมอมชมพู
 
* แล้วจึงลงพื้นหญ้าด้วยสีเขียว
เหลืองนิดเดียวตัดกันไปพอให้ขัน
แต่งแต้มสีให้พอลื่นพอกลืนกัน
สมบูรณ์พลันภาพอาชา “ม้าม่วงไทย” 
 
*จวบเวลาล่วงสายที่ท้ายคาบ
อาจารย์กลับมาสำรวจตรวจทานผล
เอาชิ้นงานมาส่งไว้จะได้ยล
พินิจผลพิเคราะห์ค่าหาคะแนน 

* อาจารย์บอกนี่ของใครเอาไปหก
ช่างตลกม้าอะไรไม่เคยเห็น
ตัวสีม่วงอมชมพูดูยากเย็น
นี่มันเป็นสัตว์ป่าหรือว่าไร
 
* ผมตอบว่าอาจารย์ครับนี่ม้าม่วง
เป็นกลลวงพ้องมะม่วงเห็นหรือไม่
เสริมคุณค่าเพิ่มราคาน่าสนใจ
คนจะได้สรรเสริญว่าคิดน่าชม
 
* อาจารย์บอกมีอาชาม้าที่ไหน
ตัวม่วงใหญ่แบบนี้หนาน่าบัดสี
ความน่าชมสมจริงไม่เห็นมี
หกก็ดีหนักหนาค่าคะแนน
 
* ตอนมึงสั่งบอกตรงไหนให้วาดเหมือน
กูเลอะเลือนไม่วาดเหมือนอย่างนั้นหรือ
ก็ให้วาดตามใจมิใช่ ฤา
ศิลปะคือความสร้างสรรค์มึงสอนกู

* นี่อะไรบอกว่าไม่เหมือนตามแบบ
อย่าไปแอบคิดใหม่ให้ต่างผล
ทำให้สวยเหมือนเหมือนเพื่อนให้น่ายล
กูเป็นคนใช่เครื่องซีร็อกจะบอกมึง
 
* ศิลปะตามเข้าใจนั้นไร้กรอบ
หรือระบอบบังคับไว้ให้ตามหมาย
แต่เป็นสื่อสารที่คิดจิตข้างใน
ด้วยลาดลายรูปลักษณ์อักษรเพลง
 
* ใช่จะมาบังคับจำกัดได้
ห้ามดวงใจห้ามดวงจิตคิดสร้างสรรค์
มนุษย์ทุกผู้ทุกนายไม่เหมือนกัน
ต่างความฝันต่างความคิดชีวิตเอย

 
---------------------------------------------------
แด่ศิลปะแบบไทยๆ
---------------------------------------------------------------
 
 
 
ป.ล. จันติ้งคืออุปกรณ์วาดลายน้ำเทียนของการทำผ้าบาติก รูปร่างก็ตามนี้
 
http://www.electron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=787&Itemid=13
"มนุษย์คือมะเร็งที่กัดกินโลกใบนี้ หนทางที่จะรักษาโลกให้กลับมางดงามดังเดิมมีทางเดียว นั่นคือ กำจัดมนุษย์"
 
 
 
 
 
หัวหน้าตัวโกงส่วนใหญ่ ลอกประโยคนี้ไปใช้กันเกลื่อนเหมือนใช้ iPhone เงินผ่อน
 
คือ....อะไรไม่รู้ขอกูเท่ห์ไว้ก่อน
 
วันนี้ตัวโกงทั้งหลายหรือใครที่มีญาติคิดจะครองโลกล้างโลก แนะนำหยุดก่อนนะครับลองดูรีวิวผมก่อน
 
 
"ฮี่ๆ เสร็จโจร"
 
 
 
เคยใช่ไหมครับ? ทั้งที่อุตส่าห์ขยายร่างก็แล้วกลับครองโลกไม่ได้เพราะแพ้ให้หุ่นกิ๊กก๊อก
 
เคยใช่ไหมครับ? ทั้งที่คิดสูตรไวรัสแทบตาย สุดท้ายไอ้บ้าหน้าหม้อมือบอนด์ที่ไหนไม่รู้ทำลายแผนเราเสียล่ม
 
 
 
 
 
แต่
 
 
 
 
 
มันจะไม่เกิดขึ้นอีกครับ 
 
 
เพราะวันนี้เรามี App ที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยพวกเราทดสอบแผนการของเราแล้ว 
 
มันคือ.........(กลองรัวเลย)............. Plague Inc
 
 
 
 
Plague Inc อ่านว่า พะ-เลก หมายความว่า ทำให้เกิดหายนะ ความวิบัติ 
 
 
อาห์ แค่ฟังชื่อก็หฤหรรษ์สุดๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
เกมนี้เป็นเกมที่จำลองการสร้างอาวุธเชื้อโรคเพื่อทำลายดวงดาวโง่ๆดวงหนึ่ง ให้สมมติว่าชื่อ "โลก"
 
คุณจะต้องเลือกชนิดว่าเริ่มจากประเภทไหน แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ฯลฯ 
 
แต่ในเมื่อคุณยังเป็นจอมวายร้ายเบบี๋ จึงมีแต่แบคทีเรียให้คุณเริ่มตัดแต่งพันธุกรรม
 
 
 
 
 
 
 
สิ่งที่คุณควรเริ่มทำอย่างแรกก็คือ ทำยังไงให้เชื้อโรคที่น่ารักของเราแพร่กระจายไปให้ทั่วโลก 
 
ขั้นแรกเลือกพาหะ เลือกวิธีการกระจายเชื้อ อย่างติดต่อทางนก หนู แกะ ใช้เข็ม ทางของเหลว ทางอากาศ 
 
จากนั้นกำหนดอาการที่จะเกิดขึ้นหลังรับเชื้อ ปวดหัว ตัวร้อน นอนไม่หลับ ขับถ่ายไม่เป็นเวลา 
 
อย่าลืม!! การเลือกอาการที่ทำให้ตายง่ายหมายถึง พาหะของคุณจะมีเวลาแพร่เชื้อสั้นลง
 
 
 
 
 
 
 
 
และทุกครั้งที่มีประชากรในเกมติดเชื้อเราจะได้รับค่าตอบแทนเป็น DNA
 
ซึ่งสามารถเอามาใช้ตัดแต่งเชื้อโรคเราได้  จะโมฯเครื่อง แม็กใหม่ ใส่ไฟซีนอนยังไงได้เลยตามใจหลวงพี่
 
แต่อย่าลืมเหลือไว้แต่งความฉลาดของเชื้อโรคให้อวบอึ๋มอูมใหญ่เต็มไม้เต็มมือด้วย มิฉะนั้นไอ้พวกแว่นเนิร์ดหน้าโง่มันจะคิดยาแก้ได้สำเร็จ
 
แล้วจะหาว่าหนูไม่เตือนนะจ๊ะ 
 
 
 
 
"หา!!!  ไทยมี 3G จิงดิ "
 
 
 
 
ตัวเกมจะมีสามระดับให้เราทดลอง 
 
อ่อนๆก็เล่น Casual  มั่วๆก็ Normal  แต่ใครเก๋าข้ามมาเล่น Brutal ก่อนก็ได้
 
เชื้อโรคของเราจะแสดงสีแดงบนแผนทีประเทศที่เราปล่อยเชื้อไป ยิ่งแดงเท่าไรยิ่งดี ให้มันแดงทั้งแผ่นดิน
 
ไม่มีนัยยะทางการเมืองอะไรนะฮับ
 
 
 
 
 
 
 
ที่สำคัญอีกอย่างที่ลืมบอก 
 
เราต้องเลือกประเทศแรกที่จะได้รับเกียรติจากเราให้เป็นต้นเชื้อผู้แพร่หายนะ 
 
คำแนะนำคือเลือกประเทศที่กันดารน้อยๆ มีเครื่องบินมีเรือเข้าประเทศเยอะๆ ไอ้พวก 3G ไม่มีใช้อย่าไปเลือก
 
เสนียด
 
 
 
 
"ประเทศไหนวะ"
 
 
 
สุดท้ายแล้วคุณจะครองโลกได้ไหมก็คงต้องพึ่งพลังของคุณเอง เพราะ "พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมม๊อบที่ใหญ่ยิ่ง "
 
โชคดีสัดๆ เป็นหวัดทุกคน
 
 
ป.ล.
 
คลึงเบาๆที่รูปข้างล่างถ้าอยากโหลดมาไว้ใน IDevice ของท่าน 
 
เชื่อผม 0.99 $ แค่ 30 บาทได้ล้างโลกวันละสามสี่รอบคุ้มจะตายห่า ไม่ต้องเดินขบวนชุมนุมให้เมื่อยด้วย